คิดไม่ได้ทำให้รู้แต่ต้องอาศัยคิดในเบื้องต้น

เมื่อเรามีความประพฤติที่ดีงามในทางกาย(สัมมากัมมันตะ)

มีคำพูดชอบที่สะอาดสดใส(สัมมาวาจา)

ประกอบการงานที่ดีพร้อม(สัมมาอาชีวะ)

สิ่งทั้งสามนี้จึงเป็นรากฐานแห่งแผ่นดินคือเจตจำนงที่เป็นข้อประพฤติที่ทำให้จิตมีสภาพปกติคือศีล...

 

ส่วนหัวใจสมาธิคือความมุ่งมั่นในความเพียรจึงมีความอดทน(สัมมาวายามะ)

เพื่อเดินทางเข้าถึงธรรมชาติเนื้อในของจิต

จึงต้องให้สติปกครองจิต รักษา พินิจจิต

เพื่อไม่ให้จิตซัดส่ายฟุ้งไปมา หรือจิตมีสภาพเลื่อนลอย

เป็นการสร้างกำลังให้จิตมีสภาพปกติมั่นคงตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง(สัมมาสติ)

จนจิตมีสภาพสงบโดยแท้คือราบเรียบ สงบนิ่ง เป็นหนึ่ง คือผู้รู้ ใจ จิตตั้งมั่นคง(สัมมาสมาธิ)

และท้ายสุด ศีลจะส่งต่อ จนก้าวเข้ามาสู่สมาธิ ในเดินทางที่จะเข้าถึงธรรมชาติสู่ปัญญา...

 

พระบรมศาสดาตรัสว่า...ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน?

เรากล่าวว่าสัมมาสังกัปปะมี ๒ อย่าง คือ

สัมมาสังกัปปะที่ยังมีอาสวะ ซึ่งจัดเป็นฝ่ายบุญ อำนวยวิบากแก่ขันธ์ อย่างหนึ่ง

กับสัมมาสังกัปปะที่เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ และเป็นองค์มรรคอย่างหนึ่ง.

 

อันความคิดนึกในสิ่งที่ถูกต้อง ...

ล้วนเกิดมาจากจิตสำนึกใหม่ที่เหมือนนิมิตสว่างไสวในเบื้องต้น

ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปัญญาอันเป็นประทีป

 

“คิดไม่ได้ทำให้รู้แต่ต้องอาศัยคิดในเบื้องต้น

เพื่อปูแนวทางไปพบธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความคิด”

 

ปัญญาในเบื้องต้น...เป็นความคิดที่แยบคายในรายละเอียด คือมุ่งละออกจากกาม

ไม่หมกมุ่นพัวพันติดใคร่ในสิ่งเสพสนองความอยากต่างๆ

ความคิดที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว

ความคิดเสียสละ และความคิดที่เป็นคุณหรือเป็นกุศล

ความคิดที่จะไม่มีความเคียดแค้น ชิงชัง ขัดเคือง หรือการเพ่งมองในแง่ร้ายต่างๆ

ความคิดที่ปลอดจากการเบียดเบียน ปราศจากความคิดที่จะก่อทุกข์แก่ผู้อื่น

 

ส่วนปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งรู้อย่างถูกต้อง...

จึงเป็นปัญญาที่จะรู้แจ้งในอริยสัจ๔(สัมมาทิฎฐิ)

จึงอาศัยสิ่งใกล้กันและกันดังว่านี้ คือ

การมีกาย วาจา ใจ สุจริต(ศีล)

การทำจิตให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ(สมาธิ)

เพื่อพบทางแห่งการพ้นทุกข์ในท้ายที่สุด(ปัญญา)

และนี่คือศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะรวมในเนื้อในจิตดวงหนึ่งของท่านในอนาคต...

แสดงความคิดเห็น
COPYRIGHT © 2010 by Thinkbeyondbook.com All Rights Reserved.